" ร.อ.ธรรมนัส ” นำทีมเกษตร – อุตสาหกรรม ลงพื้นที่นครปฐม เปิดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการรัฐครบวงจร หนุนเกษตรกรพึ่งพาตนเอง

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ ซึ่งเป็นโครงการที่เชิดชูและสานต่อพระราชปณิธานด้านการพัฒนาประเทศ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งมั่นสืบสาน รักษาและต่อยอดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านการเกษตร การศึกษา การบริหารจัดการน้ำ การสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม สำหรับโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ ถือเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยนำบุคลากร เครื่องมือ อุปกรณ์ และองค์ความรู้ด้านการเกษตรไปให้บริการถึงพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงบริการแบบครบวงจรในคราวเดียว พร้อมเชิญชวนเกษตรกรใช้โอกาสนี้เข้ารับคำปรึกษาอย่างเต็มที่ และขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายปฏิบัติงานด้วยจิตอาสา เพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องเกษตรกร

การจัดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในวันนี้ ถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการนำนโยบายของรัฐบาลลงไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และบริการด้านการเกษตรไปให้ถึงมือเกษตรกรโดยตรง ลดขั้นตอน ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างทั่วถึง

สำหรับจังหวัดนครปฐมถือเป็นพื้นที่ที่มีภาคการเกษตรและเกษตรกรจำนวนมาก ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และการแปรรูปสินค้าเกษตร การจัดคลินิกเกษตรเคลื่อนที่จึงช่วยให้เกษตรกรได้รับคำปรึกษาที่ถูกต้อง ตั้งแต่การผลิต การจัดการต้นทุน การพัฒนาคุณภาพผลผลิต ไปจนถึงการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น

“คลินิกเกษตรเคลื่อนที่ไม่ใช่เพียงการให้บริการเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางรากฐานองค์ความรู้ให้เกษตรกรสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริง รัฐบาลต้องการให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ มีอาชีพที่มั่นคง และสามารถแข่งขันได้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบัน”

นอกจากนี้ การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อก่อนหน้ามีมติเห็นชอบใช้งบประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำนมดิบล้น และไม่สามารถระบายผลผลิตน้ำนมดิบส่วนเกินออกได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นปัญหาของทั้งโคนมและโคเนื้อ แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศยุบสภาไปแล้ว แต่ก็ยังทำหน้าที่เป็นรัฐบาลชุดรักษาการอยู่

ซึ่งมีข้อกำหนดเรื่องการใช้งบประมาณเกินกว่า 100 ล้านบาท ต้องนำเข้าสู่การประชุม ครม.ครั้งถัดไป เรื่องนี้จะนำเข้าหารือเพื่อดำเนินการ ซึ่งเรื่องนี้ต้องการจะสานต่อให้จบ และรอรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาดำเนินการต่อเนื่อง

ด้านจ่าเอกยศสิงห์ กล่าวว่า มองว่าภาคเกษตรคือฐานการผลิตสำคัญ ซึ่งสามารถนำผลผลิตไปแปรรูปเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกษตรกรและชุมชน จากนี้ ทั้ง 2 กระทรวงจะบูรณาการความร่วมมือกัน และพร้อมจะเดินหน้าจับมือทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม... อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/econ...

ปิด